มุมหนัง : The Sound Of Music [Return!]

posted on 19 Apr 2013 22:01 by tonklabook
"The hills are alive ! ...with the sound of music !"
 
 
พวกคุณรู้จักหนังเรื่องนี้ไหม ?.......'The Sound Of Music' ยังไงล่ะ ! หรืออาจจะรู้จักในชื่อของ "มนต์รักเพลงสวรรค์" [แต่ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับผมสำหรับชื่อไทย]   ผมเชื่อว่าต้องมีคนรู้จักบ้าง เพราะเป็นภาพยนต์ที่ทำรายได้สูงถึง 159 ล้านเหรียญสหรัฐ  ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงมาก หรือถ้าหากปรับเปลี่ยนตัวเลขให้สอดคล้องกับค่าเงินในปัจจุบัน-ก็จะเท่ากับ 950 เหรียญโดยประมาณ ถือเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับสองรองจาก Gone with the Wind ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะภาพยนต์เรื่องนี้ยังกลับมาฉายอีกในปี 1972 ก็สามารถเพิ่มจำนวนจากรายได้เดิมได้อีกสูง บวกกับรายได้จากวีซีดี ดีวีดีและอื่นๆอีกมาก ภาพยนต์เรื่องนี้ยังเป็นที่รู้จักในหมู่คอหนังแนว Musical  โดยภาพยนต์เรื่องนี้นำแสดงโดย Julie Andrews และ Christopher Plummer และกำกับโดย Robert Wise ซึ่งภาพยนต์เรื่องนี้ได้ออกฉายในสหรัฐฯในปี 1965
 
สองคนที่มีบทบาทอย่างยิ่งกับความสำเร็จในส่วนนี้ก็คือริชาร์ด ร็อดเจอร์สกับออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ที่สอง
ในฐานะคนเขียนทำนองกับเนื้อร้องตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นละครเพลงบรอดเวย์ แต่ยังไงก็ตามไม่ควรมองข้าม
บทบาทสำคัญของเออร์วิน คอสตัลในฐานะผู้ควบคุมและดำเนินการทางด้านดนตรีของหนัง รวมทั้งความสามารถ
ของเออร์เนสต์ เลห์แมน คนเขียนบทกับโรเบิร์ต ไวส์ ผู้กำกับ-ในการผสมผสานองค์ประกอบทั้งด้านภาพและเสียง
ได้อย่างกลมกลืนสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
 
โดยภาพยนต์เรื่องนี้ได้อ้างอิงจากชีวิตจริงของครอบครัว Von Trapp ในเมืองเซาท์เบิร์กในออสเตรียจริงๆ
ครับ จากคำบอกเล่าของ Maria ในหนังสือชีวประวัติ ได้เขียนไว้ว่าเธอเกิดและเติบโตใกล้ๆเทือกเขาแอลพ์ใน
ออสเตรียเมื่อปี 1905 เล่ากันว่าตอนเด็กๆเธอเป็นทอมบอยถึงขนาดหนีออกจากบ้านตอนอายุแค่
16 ปีเท่านั้น หลังจากนั้น Maria ตัดสินใจอุทิศตนเองรับใช้พระผู้เป็นเจ้าด้วยการสมัครเป็นแม่ในโบสถ์ใกล้บ้าน
แต่สอง ปีให้หลัง แม่อธิการลงความเห็นว่าเธอยังไม่พร้อมกับการเป็นแม่ชีจริงๆ เพื่อเปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ทบ
ทวนในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน แม่อธิการตัดสินใจส่งมาเรียไปที่บ้านของบารอนเก ออร์ก ฟอน แทรพพ์ อดีตกัปตันแห่ง
กองทัพเรือออสเตรียที่เกษียณอายุและภรรยาเสียชีวิต เพื่อคอยดูแลเด็กๆทั้งเจ็ดคน
 

มาเรีย (คนกลาง) ฟอน แทรปป์ กับลูกทั้งสอง ถ่ายกับบ้านหลังเก่าที่ออสเตรีย
 
 
Von Trapp Family
 
ซึ่งเนื้อเรื่องภายในภาพยนต์ก็ไม่ต่างอะไรจากในเรื่องจริงนัก เพียงแต่ตอนเริ่มเรื่องของหนังจะเรื่องในตอนที่สาว
Maria โตเป็นผู้ใหญ่และเป็นแม่ชีฝึกหัดแล้วภายในโบสถ์ โดยร้องเพลง The Sound Of Music ด้วยเสียงอันไพ
เราะจนผมต้องขนลุกกันเลยทีเดียว และต่างจากเรื่องจริงตอนสุดท้ายที่ Maria กับครอบครัว Von Trapp ได้หลบ
หนีจากสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทางทหารนาซีได้เรียกตัวกัปตัน von trapp ไปรับราชการทหารที่เบอร์ลิน
ในเยอรมันโดยในเรื่องนั้นครอบครัว von trapp ได้หนีออกมาโดยการข้ามเขาลูกใหญ่ซึ่งติดชายแดนกับเยอรมัน
ซึ่งจริงๆแล้วในเรื่องจริงทางตระกูล von trapp ได้บอกไว้ว่า "ถ้าเราข้ามภูเขาไป เราจะเจอกับพวกนาซี
และฐานทัพบนเขา ซึ่งเราอาจจะไม่รอดแน่ๆ" จริงๆแล้วครอบครัว von trapp ได้หนีออกมาโดยการอ้อมเมือง
ลงมา ซึ่งใช้เส้นทางแบบไหนก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ครับ
 
ภายในหนังเรื่องได้พูดถึงครอบครัว von trapp ที่ขาดความอบอุ่น ความร่าเริง หลังจากที่ภรรยา
ของกัปตันเรือได้เสียชีวิตลง กัปตันเลยต้องหาคนมาดูแล และตัวเองก็ได้ดูแลลูกแบบทหารเรือ (เข้มงวด)
โดยที่แต่ก่อนครอบครัว von trapp จะชอบเสียงเพลง แต่ชีวิตในครอบครัวก็เริ่มมีสีสันหลังจากที่ฟรอยไรน์
(คำนำหน้าของผู้หญิง)มาเรีย ได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงภายในบ้าน โดยในตอนแรกนั้นอาจจะเข้ากันได้ไม่ดีเพราะ
ทางเด็กๆไม่ต้องการพี่เลี้ยง และพยายามกลั่นแกล้งพี่เลี้ยงเพื่อเรียกความสนใจจากพ่อ แต่เด็กๆก็มีความสุขมาก
ขึ้นหลังจากที่เด็กๆได้เข้ามาห้องนอนของมาเรียเพราะกลัวเสียงฟ้าผ่าและฟ้าร้อง ในตอนนั้นมาเรียก็ได้ร้องเพลง
My Forvarite Things กับเด็กๆออกมาได้อย่างสนุกสนาน รวมถึงพี่สาวคนโต Liesl ที่ก่อนหน้านั้นได้แอบออกไป
จู๋จี๋กับหนุ่มไปรษณีย์ที่ชื่อรอฟในเรือนกระจกริมแม่น้ำใกล้บ้านซึ่งเป็นฉากรักวัยรุ่น ทั้งสองได้ร้องเพลง
Sixteen Going On Seventeen ในคืนที่ฝนตก หลังจากนั้นก็แอบปีนเข้าห้องของมาเรีย แต่ก็พบมาเรียกำลัง
สวดภาวนา ซึ่งตัวลีเซิล [Liesl] ก็กลัวว่ามาเรียจะไปบอกกัปตัน แต่ทว่ามาเรียได้ช่วยลีเซิล โดยการให้ลีเซิล
เปลี่ยนชุดแล้วจะเก็บเป็นความลับ ระหว่างที่ลีเซิลอยู่ในห้องน้ำ เด็กๆที่เหลือที่กำลังจะเข้านอนก็ออกมาหามาเรีย
เพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง วันถัดมา มาเรียกับเด็กๆทั้งเจ็ดก็ออกไปเที่ยวนอกบ้าน เพราะกัปตันได้ออกไปหาคู่หมั้น
นามบาลอนเนสที่ต่างจังหวัด เลยถือโอกาสไปเที่ยวกับเด็กๆบนเขาใกล้ๆเมือง ในฉากนั้นได้มีการร้องเพลง
Do re mi เป็นเพลงที่มาเรียพยายามสอนให้เด็กๆร้องเพลง และเป็นฉากที่อบอุ่น ดูมีความสุขมาก
 
 
 
 
พอหลายวันถัดมามาเรียได้สำนึกว่า ที่ตนมา
เป็นพี่เลี้ยงเด็กนี้ ทำให้กัปตันตกหลุมรัก เลยรู้สึกไม่ดีและสับสนกับตนเอง เลยทิ้งจดหมายหนีไปโบสถ์อีกครั้ง
แต่ก็ได้กลับมาเพราะแม่อธิการในโบสถ์ได้พยายามปลอบใจและได้ร้องเพลง Climb Every Mountains
เพื่อเป็นการปลุกใจมาเรียจนมาเรียได้กลับมาหาครอบครัว Von Trapp เพื่อพยายามบอกความในใจกับกัปตัน
ซึ่งเด็กๆก็ดีใจมาก เพราะระหว่างที่มาเรียไม่อยู่ ก็พบว่ากัปตันกำลังจะแต่งงานกับบาลอนเนส เด็กๆพยายามที่จะ
กีดกันเหมือนที่เคยกีดกันพี่เลี้ยง ในตอนหลัง มาเรียกับกัปตันก็ได้แต่งงานกัน หลังจากฮันนีมูนเสร็จ กัปตันก็ได้
รับโทรเลขจากเยอรมันให้มารับราชการทหาร ในช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี แต่ทางกัปตัน
พยายามหลบหนีเพราะอยากอยู่กับครอบครัว เลยพยายามหนีออกจากบ้านในตอนกลางคืน แต่ก็พบทหารนาซี
ดักรอที่หน้าประตู เลยเปลี่ยนแผนโดยอ้างว่าจะไปร้องเพลงที่งานประกวดร้องเพลง หลังจากที่ครอบครัว
von trapp ร้องเพลงจบ ทั้งครอบครัวจึงได้หนีออกจากเมืองเซาท์เบิร์กในคืนนั้น แต่หนังไม่ได้บอก
สิ่งที่หนังไม่ได้บอกเล่าก็คือเหตุการณ์หลังจากนี้ ครอบครัวฟอน แทรพพ์ประสพปัญหาทางด้านการเงินอย่าง
หนักหน่วงและต้องหารายได้จุนเจือด้วยการร้องเพลง
 
 

 
 
ซึ่งในตอนนี้ครอบครัว von trapp จริงๆก็พอเหลืออยู่บ้าง เท่าที่ผมรู้มีอยู่สองคน ส่วนบรรดานักแสดงยังอยู่ครับ
เท่าที่รู้เจ้าหนูเกรเทลตัวน้อยอายุ 5 ปีในหนังปี 1965 นั้น ตอนนี้อายุประมาณ 47 ได้ครับ ทีเหลือน่าจะ 50-60
ส่วนลีเซิลก็คือ CharmianCarr ที่ผมพูดถึงใน Entry 'ประสบการณ์ Fan mail' ที่ผมส่งจดหมายไปหานั่นแหละครับ
ตอนนี้ก็อายุ 71-12 แล้ว charmian เป็นผู้หญิงที่น่ารักมากทั้งเมื่อยังสาวและตอนนี้ เธอมีลูกสองคนและเปิด
บริษัทรับออกแบบภายในผมยังคงรอจดหมายและหวังว่าเราจะสร้างมิตรภาพแก่กันได้ แต่ความรู้สึกเหมือนเรา
แคร์ที่ความรู้สึกเขายังไงอย่างนั้นซึ่งหลายคนคงรู้ว่าอาจจะเป็นตอนแรกเริ่มที่ชื่นชอบ แต่อารมณ์แบบนี้เป็นมา
นานแล้วครับ ตั้งแต่รู้ว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า ก็แย่พอควรแต่ก็ดีที่เธอหายแล้ว ส่วนฟรอยไรน์มาเรียตอนนี้
จะ 80 แล้วครับแต่ดูยังไม่แก่เท่าไหร่เลย
 
 
Julie Andrews
 
 
อีกอย่างครับภายในภาพยนต์เรื่องนี้พยายามจะบอกถึงบรรยากาศในออสเตรียในยุคทศวรรษที่ 1930
รวมถึงเสื้อผ้า และสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ภาพยนต์ได้ทำออกมาดูอบอุ่นมากๆครับ และนี่ก็เป็นเสน่ห์ของหนัง
เรื่องนี้ ....คือ