บทเพลงในห้อง

posted on 01 Oct 2011 20:18 by tonklabook
-ผมไม่ชอบที่ที่มีผู้คนชุลมุนอยู่หลายๆคน
-ผมไม่ชอบเสียงดังน่ารำคาญ กวนประสาทชวนตี
-ผมไม่ชอบเสียงของคนนินทาว่าร้าย เพราะว่าอวัยวะที่ติดพื้นของผมมันมักจะลอยหาผู้ที่นินทาว่าร้ายนั่นเสมอ
-ผม......
 "เฮ้ย! ไอ้จ๋า" เสียงนั้น เสียงเพื่อนผม มันดังอยู่ข้างหูซ้ายผม
"หะ? อะไรวะ?"
"ไม่ไปหอประชุมเหรอะ?" มันชูนิ้วหัวแม่มือชี้ไปทิศทางที่ตั้งของหอประชุมประจำโรงเรียน
"หะ? ...อ๋อ ไม่ว่ะคนเยอะ เขาจัดงานอะไรกัน?" ผมชะเง้อมองตามทิศทางที่ไอ้จิกมันชี้
"งานสุดยอดนักอ่านห่าเหวอะไรไม่รู้ กูก็อยากไปดูเหมือนกัน"
"ทำไมมึงไม่ไป?"
"คนเยอะ....." จิกยิ้มแล้วหัวเราะไปพร้อมๆกันกับผม สถานที่ที่แออัดแม้จะดูกว้างขวาง ผมว่ายังไงมันก็ยังอึดอัดในใจผมอยู่ดี
 
    เรานั่งกันอยู่ในห้องสองคนท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบกริบ มีเพียงเสียงนกน้อยบรรเลงเพลงกับเสียงกระแสพัดพาของอากาศในฤดูหนาว ข้างนอกห้องนั่น มีแสงแดดที่ส่องลงมาวูบๆวาบๆ เพราะหากเราแหงนหน้ามองดูท้องฟ้านั้น ก็จะเห็นกลุ่มมวลเมฆปกคลุมท้องฟ้าแทบจะมิดไม่เหลือให้แสงอาทิตย์เล็ดลอด ในใจของผมตอนนี้เริ่มฮัมเพลงขึ้นมาจนออกปากออกเสียง
 
"มา มาบอกฉัน 
  เอาความทุกข์ ที่เธอเก็บไว้ 
  มา มาแบ่งกัน ให้เธอรู้ 
  ไว้ว่านี่คือเสียง ที่รู้สึกข้างใน
  อยากจะรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ 
  ตรงนี้มีรักที่รอคอยเธอเมื่อลมที่พัดอากาศ 
  ให้เธอได้สูดเข้าไป
"
(เพลง : อากาศ ศิลปิน : โยคีเพลย์บอย)
 
  "เพื่อนหนีไปร่วมกิจกรรมกันหมด เหลือแต่เราสองคนมานั่งทื่อๆอะไรอยู่" จิกเดินวนไปมา หาเศษดินสอ เศษปากกาบนพื้นห้องเพื่อที่จะโยนเล่นนอกหน้าต่างตามประสาของพวกที่ 'ไม่มีอะไรทำ'
"ทำไมมึงไม่ไปเล่า?"
"ไม่ค่อยอยากจะไปเท่าไหร่" จิกหยุดฝีเท้า แล้วหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ข้างๆผม
"เมื่อกี้ยังว่าคนเยอะ"
"คราวนี้ พูดความจริงไง" จิกยิ้มหึหึ
 บรรยากาศพัดพาความเงียบเหงาเข้าชั่วขณะ
"กูชอบอย่างนี้แหละ ตั้งใจที่จะมาเรียน แต่ไม่ได้เรียน อยากอยู่เงียบๆในโรงเรียนก็วันนี้ล่ะ" ผมยกขาขึ้นพาดโต๊ะ สบายอกสบายใจเป็นที่สุด
"กูชอบฟังเพลง แล้วนั่งอยู่ริมทะเล อินกับอารมณ์ นี่แหละความสุขที่เราสร้างเอง" จิกนั่งเพ้อ ยิ้มอยู่คนเดียว
 
 
   "จะหยัดจะยืนตะโกนให้ถึงขอบฟ้า......"
(บางท่อนจากเพลง 'คนหัวใจสิงห์' ศิลปิน: อัสนี-วสันต์ โชติกุล)
 
"เสียงมึงนี่ไม่ได้เรื่อง" ผมหัวเราะเสียงดัง
"แล้วมึงล่ะ โถ....พ่อหนุ่มเสียงดี"
 
  "ก็คนอย่างเธอ....เท่าไหร่มันก็ไม่พอ
   แล้วคนอย่างฉัน ก็คงรับมันไม่ได้
   ให้เธอหมดใจ ....ใจฉัน
   ก็อยากให้เธอหมดทั้งหัวใจ
   รักกันไปส่งๆ คงไม่พอ"
(เพลง: สิทธิ์ของเธอ ศิลปิน: อัสนี-วสันต์ โชติกุล)
 
  เราสองคนนั่งอยู่โต๊ะข้างๆกัน พลัดกันร้องเพลงตามที่จำเนื้อเพลงได้มาร้องสู่กันฟัง จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง แล้วเล่าถึงศิลปินต่างๆในแต่ละค่ายที่ต่างคนต่างไม่รู้กัน นำความรู้ที่ตัวเองมีเดียวกับวงการศิลปินนักร้องมาแลกกันด้วยความสนุกสนาน
 
 "มึงชอบเพลงแนวไหน" ผมถามจิก
"ก็ชอบทุกแนว.....มีใครบ้างวะที่ชอบอยู่แนวเดียว" จิกยิ้มไว้ที่มุมปาก
"เฮ่ย.. มีนะ" 
"จะบ้ารึ วันๆฟังแต่ศิลปินคนเดิมรึยังไง"
"นั่นแหละแปลกดี...."
"เออ เป็นไง...ไหนเล่ามาๆ"
 
"พอดีวันนั้นช่วงปิดเทอมใหญ่พอดี แม่กูว่าจะไปเยี่ยมญาติในเมืองหลวง..."
"หืม พูดซะ เมืองหลวง..." จิกพูดขัดขึ้นมา
"เออ.... พอกูไปถึง ก็ช่วยยกเสื้อยกผ้าตามหน้าที่ เก็บของเรียบร้อย เดินเข้าไปในบ้าน กูก็ได้ยินเพลงๆหนึ่งของวงเดอะบีทเทิลส์*"
(วงเดอะบีทเทิลส์ เป็นวงเพลงอังกฤษแนวร็อกแอนด์โรว์ ที่โด่งดังมากในยุค ค.ศ.1960)
 "กูนั่งฟังมาทั้งวัน ฟังแต่เพลงเดียว"
"ไม่เห็นจะแปลก ฝึกกีตาร์มั้ง?"
"กูอยู่เป็นอาทิตย์ เปิดเพลงเดียวเป็นอาทิตย์ ฝึกกล้วยอะไรของมึงนานขนาดนั้น อีกอย่างคนจีนนะเฮ้ย จะสนใจพวกเครื่องเล่นดนตรีสากลเหรอ?"
"ก็แปลกอยู่ แต่ไม่มาก นานๆทีอาจจะเปิดอีกเพลงก็ได้ที่ไม่ใช่เดอะบีทเทิลส์ก็ได้"
"เรื่องนี้ยังไม่แปลกเท่าไหร่ มีอีกเรื่องนึง...." ผมชันตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้ดีๆหลังจากเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบาย
"ยังมีอีกเหรอะ?" จิกชันตัวขึ้นเช่นเดียวกับผม
"กูไม่รู้ว่าเป็นอะไรมากรึเปล่านะ ....กูเคยเจอป้าแก่ๆคนนึง จำได้ว่าไปเชียงใหม่....กูเห็นป้าคนนี้เปิดแต่เพลงเดิมฟังตลอด แต่ที่แปลกก็คือปกติทุกปีกูต้องมากรุงเทพฯ ไม่งั้นก็เชียงใหม่อยู่แล้ว กูมาทุกปี แกฟังเพลงเดิมทุกปี"
 จิกเริ่มสนใจมากขึ้น จึงชันตัวขึ้นดีๆ และตั้งใจฟังผมด้วยท่าทีที่สนใจ
"แล้วไงต่อ มึงไม่อยากสอดรู้สอดเห็นไปถามเหรอ?"
"เฮ้ย แบบนั้นมันแน่อยู่แล้วว่ะจิก.... กูเข้าไปถามป้าแก"
"มึงถามว่า?..."
"คุณป้าครับ ขอโทษนะครับที่มารบกวน แต่ผมสังเกตป้ามานานแล้ว ว่าทำไมป้าถึงฟังแต่เพลงเดิมตลอดเลยครับ...."
"แล้วป้าเขาว่าไงวะ?" จิกเลิกคิ้วจนหน้าผากย่นเล็กน้อย
"เพลงนิ เปิ้นฟังแต่เมินละ ฟังแล่วก่อซว่างอกซว่างใจ๋"
"แค่นี้?"........................
 
  ตามความจริงแล้วผมไม่น่าคิดที่จะเดินไปถามป้าคนนั้นเลย ในความรู้สึกในด้านเสียงเพลง ประสบการณ์ที่ผมฟังเพลงพัวพันกับอารมณ์และสถานการณ์ที่เข้ากันลงตัว ผมพอรู้สึกได้ว่าป้าแกฟังแล้วสบายอกสบายใจนั้น ความหมายของมันคือ ป้าแกมีอะไรที่ผูกพันกับเพลงๆนี้ ผูกพันกับอารมณ์ฝังลึกลงจิตใจ ผมคิดว่าการฟังเพลงนั้นดูท่าจะไม่ใช่การหย่อนก้นนั่งฟังแล้ว มันต้องคอยให้อารมณ์ของเรามาหย่อนก้นนั่งฟังข้างๆเราด้วยเช่นกัน
 
 ผมอธิบายความหมายของประโยคที่ป้าคนนั้นได้ตอบคำถามผม จนจิกเข้าใจถึงความรู้สึกเหล่านั้นดี
"วันนั้นนะ หลังจากได้ถามป้าคนนั้นแล้ว กูก็มีแรงฮึดสู้ที่จะทำอะไรบางอย่าง" ผมออกสีหน้ายิ้มเล็กยิ้มน้อย
"ทำอะไร?"
"ตอนนั้นกูยังไม่เข้าถึงความรู้สึกของเสียงเพลงนั้นหรอก กูถึงทำอะไรบ้างอย่างเพื่อความรู้สึกนั้น"
"ยังไง?" จิกไม่หายสงสัย
"บ้านที่เชียงใหม่ ชั้นเก็บของมีกีตาร์เก่าอยู่แต่พังแล้ว กูฮึดสู้เลยซ่อมเอง"
"ทำไมมึงไม่ซื้อใหม่?"
"พ่อกูเคยพูดมาว่า กีตาร์ตัวนี้เสียงดีมาก ถ้าจะเล่น หาเงินมาซ่อมดีกว่า"
"มึงเลยคิดที่จะซ่อม แต่ไม่ให้ช่าง? มึงดันซ่อมเอง"
"นี่แหละ.... นักดนตรีตัวจริง" ผมยักคิ้วข้างเดียว และเริ่มหัวเราะไปพร้อมๆกับจิกอย่างรู้ถึงกัน
 
 ผมคิดว่าจิกเพื่อนผม ตอนที่อยู่ในห้องเรียนหรือระหว่างเรียนผมไม่ค่อยจะคุยกันกับจิกเท่าไหร่นัก โดยส่วนใหญ่มักจะยืมการบ้านจิกมาลอกเสมอยามที่ผมทำไม่ได้จริงๆ ในเวลานี้ผมถือว่าเป็นเวลาที่ดีมากที่ผมได้ทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงอยู่บางส่วนของจิก ชอบในสิ่งเดียวกันก็จะหาเกินพอแล้ว ผมพอใจแค่สิ่งนี้พอ แม้จะรู้จักกันได้ไม่นานนัก
 เวลาล่วงเลยผ่านไปสามสิบนาที เรายังอยู่ในการสนทนา เหมือนเพิ่งจะทำความรู้จักกันครั้งแรกก็ว่าได้ ลมเริ่มพัดแรงเข้ามาในห้องเย็นสบาย เสียงต้นไม้พัดฉวัดเฉวียนแกว่งไหวเอนไปมา ได้ยินเสียงผู้คนเล็กน้อยจากข้างล่างของอาคาร เสียงแห่งความสนุกสนาน และเสียงแห่งความสงบถูกปนเข้ากันเป็นเสียงเดียว มันเกือบจะเป็นความสนุกเข้าแล้ว แต่เมื่อเราฟังเสียงนั้นอีกที มันคือเสียงแห่งความสงบเสียมากกว่า
 
"ปวดฉี่ว่ะ จิกมาเป็นเพื่อนกูหน่อย" ผมเขยิบเก้าอี้ออกแล้วลุกออกไปนอกห้อง จิกเดินตามหลังมาต