เชื่อว่าใครหลายคนคงไม่รู้จักคำว่า "โก๋ดง" ซึ่งตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าใครบัญญัติคำนี้ขึ้นมา แต่ที่แน่ๆ ผมคิดว่ามีคนใช้พูดเฉพาะคนที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้น และกำลังจะขยายต่อไปสู่จังหวัดอื่นๆ  คำว่าโก๋ดงนี้เป็นคำอธิบายของคนที่แต่งตัวตามกระแสฮิปฮอบแต่มาจากนอกเมือง ที่รู้ๆกัน ผิวอาจจะไม่ขาวสักเท่าไหร่ แต่ก็ดูเท่ไปเลยล่ะ  โก๋ดงที่ว่านี้ จะแต่งตัวแนวฮิปฮอบ รองเท้าหลากสีสัน ติดตุ้มหู และไว้ผมทรงบ๊อบหน้าม้า อาจจะบากเป็นรูปต่างๆตรงข้างๆศีรษะ มีสังคมเป็นกลุ่ม รักเพื่อน กินเหล้า กลับบ้านดึกๆ และใช้รถที่มีสไตล์ของตัวเอง ที่กล่าวมานี้ไม่ต้องการที่จะกล่าวร้ายแก่ใคร เพราะเป็นแค่มุมมองของผมที่คิดว่ามันน่าสนใจจริงๆ และเป็นกระแสที่มานานแล้ว
 
 
1.กำเนิดลัทธิ
 
ผมเข้าใจว่าโก๋ดงพัฒนามาจากกระแสวัยรุ่นที่ชอบฮิปฮอบไทย อย่าง สิงห์เหนือเสือใต้, Fucking Hero, อิลสลิค และอื่นๆ ที่รับอิทธิมาจากฮิปฮอบในแดนอเมริกาอีกที  โดยการแต่งตัวนั้น จะชอบใส่หมวกแก๊ปปีกใหญ่มีลายเท่ๆ สวมเสือตัวใหญ่ที่ลายสื่อได้ถึงกระแสของมันส์ของดนตรีแนวฮิปฮอบ ที่เห็นกันคุ้นตาคือเสือลายโลโก้ RUN BKK ที่ได้ต้นแบบมาจาก RUM DMC วงฮิบฮอปของชาวอเมริกันผิวสีสองคนที่โด่งดังในช่วง 1980 ที่คนส่วนใหญ่ในไทยมักไม่รู้จักกัน  นอกจากนั้นยังมีการใส่กางเกงขาเดปและรองเท้าสีสัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าบาส รองเท้าวิ่งหรือรองเท้าแฟชั่นอย่าง Vans ยี่ห้อของรองเท้าและสเก็ตบอร์ดชื่อดัง ก็เป็นปัยจัยของกระแสที่ว่านี้
ถ้าเป็นผู้หญิงจะชอบใส่ขาสั้นไม่ก็ขาเดป แล้วปล่อยผมยาวๆ แต่คำว่าโก๋ดง คือรูปแบบหนึ่งของชุมชนพื้นเมืองของวัยรุ่นในแดนอีสานที่แต่งตัวแบบกระแสฮิปฮอบ แล้วก็มีใครไม่รู้พากันเรียกพวกนี้ว่าโก๋ดง ก็เป็นที่มาแบบ งงๆ
 
2.สังคม
 
ผมเข้าใจโดยหลักๆว่า พวกเขาจะรักเพื่อนกันมากอย่างมากที่สุด ไปไหนไปกันเป็นกลุ่มๆ อาจจะชอบเข้าร้านเหล้าบ้าง สูบบุหรี่ อาจจะมีเรื่องของยาเสพติดบ้าง แต่ก็รักสนุก แม้จะลืมเรื่องเรียนไปบ้างสำหรับบางคน แต่พวกเขาก็มีความรู้ในบางเรื่องอย่างเทียบไม่ได้ในเรื่องของดนตรี  ผมไม่ค่อยรู้มากนัก ถ้ารู้มีแต่เรื่องไม่ตีที่ว่าตีกันเป็นครั้งคราว แต่ก็สามารถกลับมาคืนดีกันได้ ซึ่งก็แล้วแต่คน
 
3.ข้อดีข้อเสีย
 
ข้อดีผมว่า คนพวกนี้รักสนุกและรักเพื่อน ถือเป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้ ก็มีทำให้ผมขำบ้าง แบบสนุกๆ เล่นอะไรพิเรนท์ๆ จนต้องขำ และนิสัยดี มีมิตรภาพ ใช้ชีวิตแบบใช้ชีวิตจริงๆ เพราะบางคนไม่สนใจการเรียน แต่โตมาก็มีงานทำได้ หาเลี้ยงชีพไปวันๆเป็นอะไรที่เจ๋งจริงๆ
ส่วนข้อเสีย คือเป็นการยากที่คนที่ไม่รู้จักกับการปรับตัวเข้าหาผู้คน อาจจะรู้สึกอึดอัดเมื่อเจอคนพวกนี้ อีกทั้งสำหรับกลุ่มบางคนอาจจะติดยา และก่ออาชญกรรม แต่ก็ไม่ทุกคน แต่ผมไม่อาจจะสรุปได้ทั้งหมดว่าข้อเสีย ข้อดีมีอะไรบ้าง เพราะผมก็ได้แค่แต่เจอและพูดคุยเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นที่ไปไหนมาไหนด้วย 
 

ไทยแค๊ป [THAI CAB]

posted on 19 Oct 2013 20:49 by tonklabook
วันนี้มาพูดเรื่องใกล้ตัวกันดีกว่า เกริ่นนำกันก่อนว่า ผมเป็นลูกครึ่งอุบล-กรุงเทพ เติบโตที่อุบลราชธานี แต่ไปกรุงเทพทุกปีตั้งแต่เด็ก ก็รู้จักกรุงเทพดีพอๆกับคนที่อยู่อาศัยเลยแหละครับ แต่อาจจะไม่มากเท่าใดนัก
 
พอดีผมเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯได้ไม่นาน ตอนที่อยู่ กทม. ก็ได้เจอแท็กซี่ปากถุงรั่วที่นานๆทีจะเจอครั้ง ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า มีเรื่องใกล้ตัวที่น่าเขียนเยอะแยะเลย
 
ขอเล่าประวัติคร่าวๆหน่อยละกัน อ้างอิงจาก thaitaxiservices.com นะครับ
 

รถแท็กซี่คันแรกของเมืองไทย

                     


รถแท็กซี่มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย คุณเทพชู ทับทอง ได้เขียนเล่าไว้ว่า คำว่าแท็กซี่เพิ่งจะได้ยินเมื่อราว ๆ 20-30 ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ก่อนชาวพระนครเรียกรถแท็กซี่ว่า รถไมล์ เมื่อราว พศ.2467 - 2468 พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา (ผาด) เป็นผู้เริ่มกำหนดรถแท็กซี่คันแรกในเมืองไทย โดยนำเอารถยี่ห้อ ออสติน ขนาดเล็ก ออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า ข้างหลังของรถซึ่งคนขับในสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกทหารอาสาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ค่าโดยสารคิดเป็นไมล์โดยตกคิดเป็นไมล์ล่ะ 0.15 บาท ซึ่งนับว่าแพงมากหากเทียบกับค่าโดยสารในปัจจุบัน รถแท็กซี่ในยุคบุกเบิกนั้นมีอยู่เพียง 14 คัน


ในปี พศ.2469 แต่ถึงมีจำนวนน้อยก็ประสบปัญหาการขาดทุน จนต้องเลิกกิจการ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าค่าโดยสารแพง ผู้โดยสารยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับกรุงเทพมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่น ๆ เช่นรถเจ็กอยู่มาก ราคาถูก หลังจากเลิกกิจการไปกรุงเทพก็ไม่มีรถแท็กซี่อีกเลย

จนมาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พศ.2490 มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่ ซึ่งได้รับความนิยมจนถึงกับจัดตั้งเป็นบริษัทเดินรถขึ้นมา ใน 3-4 ปีต่อมา โดยคิดค่าโดยสาร กิโลเมตรล่ะ 2 บาท รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อเรโนลต์เครื่องท้ายคันเล็กๆ คุณเทพชู ทับทอง บอกว่าคนกรุงเทพในสมัยนั้นแรกแท็กซี่ว่า รถเรโนลต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของรถแท็กซี่ เพราะว่าเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากรถมีจำน้อย คนนิยมนั่ง สะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีอยู่ชุกชุมในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันจำนวนมากจนระบาดไปต่างจังหวัดจนต้องมีการควบคุม กำหนดจำนวนรถมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับรถที่นำมาเป็นแท็กซี่นั้นหลังจากรถเรโนลต์เสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานแล้ว ได้มีการนำรถออสตินแวนสองประตูสีเทาเข้ามาแทน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรถดัทสันสีบลูเบิดหรือรถเก๋งฮีโน่เครื่องท้าย ตามกำลังทรัพย์ของแต่ล่ะบริษัท จนกระทั่งเป็นรถโตโยต้า รถแลนเซอร์แชมป์ เนื่องจากรถแท็กซี่นั้นบุคคลธรรมดาอาจจะเป็นเจ้าของได้บางครั้ง จึงอาจพบเห็นรถแท็กซี่ที่ใช้รถฮอนด้า หรือเปอร์โยนำมาทำเป็นรถแท็กซี่ด้วย สำหรับแท็กซี่ในปัจจุบันนี้ในเมืองไทยเป็นรถปรับอากาศมีมิเตอร์และวิทยุสื่อสารแล้ว..

 
 
ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกครั้งแรกที่นั่งแท็กซี่เป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าได้นั่งทุกครั้งที่ไป กทม. รตอนนั้นรู้สึกว่า กทม. ช่างเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์จริงๆ แท็กซี่ต้องมีเฉพาะที่ กทม. เท่านั้น อะไรทำนองนี้  อารมณ์ตอนเด็กที่ผมชอบแท็กซี่มากกว่านั่งรถตัวเองคือชอบกลิ่นในรถ ที่พี่ๆเขาใส่อะไรกันบ้างไม่รู้ ทั้งน้ำยาปรับอากาศ กลิ่นมะลิ ปนๆกัน เป็นกลิ่นที่แท็กซี๊แท็กซี่  เหตุที่ผมชอบเพราะว่าตอนเด็กผมเป็นพวกที่ชอบเมากลิ่นในรถ พวกกลิ่นหนัง กลิ่นแอร์รถ ยิ่งเฉพาะกลิ่นหนังของ BMW ยิ่งไม่ชอบใหญ่ เพราะกลิ่นแรงมากๆ ยิ่งเข้ามาในรถที่จอดตากแดดยิ่งรับไม่ได้กันเลยทีเดียว 
 
 
 
แท็กซี่ส่วนใหญ่มักจะชอบชวนผู้โดยสารคุย ซึ่งก็แล้วแต่คน ที่ผ่านมาที่มีการก่อม็อบเหลืองแดง แท็กซี่ก็ชอบมีบทบาททางด้านการเมือง ทำเอาผู้โ