เชื่อว่าใครหลายคนคงไม่รู้จักคำว่า "โก๋ดง" ซึ่งตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่าใครบัญญัติคำนี้ขึ้นมา แต่ที่แน่ๆ ผมคิดว่ามีคนใช้พูดเฉพาะคนที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้น และกำลังจะขยายต่อไปสู่จังหวัดอื่นๆ  คำว่าโก๋ดงนี้เป็นคำอธิบายของคนที่แต่งตัวตามกระแสฮิปฮอบแต่มาจากนอกเมือง ที่รู้ๆกัน ผิวอาจจะไม่ขาวสักเท่าไหร่ แต่ก็ดูเท่ไปเลยล่ะ  โก๋ดงที่ว่านี้ จะแต่งตัวแนวฮิปฮอบ รองเท้าหลากสีสัน ติดตุ้มหู และไว้ผมทรงบ๊อบหน้าม้า อาจจะบากเป็นรูปต่างๆตรงข้างๆศีรษะ มีสังคมเป็นกลุ่ม รักเพื่อน กินเหล้า กลับบ้านดึกๆ และใช้รถที่มีสไตล์ของตัวเอง ที่กล่าวมานี้ไม่ต้องการที่จะกล่าวร้ายแก่ใคร เพราะเป็นแค่มุมมองของผมที่คิดว่ามันน่าสนใจจริงๆ และเป็นกระแสที่มานานแล้ว
 
 
1.กำเนิดลัทธิ
 
ผมเข้าใจว่าโก๋ดงพัฒนามาจากกระแสวัยรุ่นที่ชอบฮิปฮอบไทย อย่าง สิงห์เหนือเสือใต้, Fucking Hero, อิลสลิค และอื่นๆ ที่รับอิทธิมาจากฮิปฮอบในแดนอเมริกาอีกที  โดยการแต่งตัวนั้น จะชอบใส่หมวกแก๊ปปีกใหญ่มีลายเท่ๆ สวมเสือตัวใหญ่ที่ลายสื่อได้ถึงกระแสของมันส์ของดนตรีแนวฮิปฮอบ ที่เห็นกันคุ้นตาคือเสือลายโลโก้ RUN BKK ที่ได้ต้นแบบมาจาก RUM DMC วงฮิบฮอปของชาวอเมริกันผิวสีสองคนที่โด่งดังในช่วง 1980 ที่คนส่วนใหญ่ในไทยมักไม่รู้จักกัน  นอกจากนั้นยังมีการใส่กางเกงขาเดปและรองเท้าสีสัน ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าบาส รองเท้าวิ่งหรือรองเท้าแฟชั่นอย่าง Vans ยี่ห้อของรองเท้าและสเก็ตบอร์ดชื่อดัง ก็เป็นปัยจัยของกระแสที่ว่านี้
ถ้าเป็นผู้หญิงจะชอบใส่ขาสั้นไม่ก็ขาเดป แล้วปล่อยผมยาวๆ แต่คำว่าโก๋ดง คือรูปแบบหนึ่งของชุมชนพื้นเมืองของวัยรุ่นในแดนอีสานที่แต่งตัวแบบกระแสฮิปฮอบ แล้วก็มีใครไม่รู้พากันเรียกพวกนี้ว่าโก๋ดง ก็เป็นที่มาแบบ งงๆ
 
2.สังคม
 
ผมเข้าใจโดยหลักๆว่า พวกเขาจะรักเพื่อนกันมากอย่างมากที่สุด ไปไหนไปกันเป็นกลุ่มๆ อาจจะชอบเข้าร้านเหล้าบ้าง สูบบุหรี่ อาจจะมีเรื่องของยาเสพติดบ้าง แต่ก็รักสนุก แม้จะลืมเรื่องเรียนไปบ้างสำหรับบางคน แต่พวกเขาก็มีความรู้ในบางเรื่องอย่างเทียบไม่ได้ในเรื่องของดนตรี  ผมไม่ค่อยรู้มากนัก ถ้ารู้มีแต่เรื่องไม่ตีที่ว่าตีกันเป็นครั้งคราว แต่ก็สามารถกลับมาคืนดีกันได้ ซึ่งก็แล้วแต่คน
 
3.ข้อดีข้อเสีย
 
ข้อดีผมว่า คนพวกนี้รักสนุกและรักเพื่อน ถือเป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้ ก็มีทำให้ผมขำบ้าง แบบสนุกๆ เล่นอะไรพิเรนท์ๆ จนต้องขำ และนิสัยดี มีมิตรภาพ ใช้ชีวิตแบบใช้ชีวิตจริงๆ เพราะบางคนไม่สนใจการเรียน แต่โตมาก็มีงานทำได้ หาเลี้ยงชีพไปวันๆเป็นอะไรที่เจ๋งจริงๆ
ส่วนข้อเสีย คือเป็นการยากที่คนที่ไม่รู้จักกับการปรับตัวเข้าหาผู้คน อาจจะรู้สึกอึดอัดเมื่อเจอคนพวกนี้ อีกทั้งสำหรับกลุ่มบางคนอาจจะติดยา และก่ออาชญกรรม แต่ก็ไม่ทุกคน แต่ผมไม่อาจจะสรุปได้ทั้งหมดว่าข้อเสีย ข้อดีมีอะไรบ้าง เพราะผมก็ได้แค่แต่เจอและพูดคุยเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นที่ไปไหนมาไหนด้วย 
 

ไทยแค๊ป [THAI CAB]

posted on 19 Oct 2013 20:49 by tonklabook
วันนี้มาพูดเรื่องใกล้ตัวกันดีกว่า เกริ่นนำกันก่อนว่า ผมเป็นลูกครึ่งอุบล-กรุงเทพ เติบโตที่อุบลราชธานี แต่ไปกรุงเทพทุกปีตั้งแต่เด็ก ก็รู้จักกรุงเทพดีพอๆกับคนที่อยู่อาศัยเลยแหละครับ แต่อาจจะไม่มากเท่าใดนัก
 
พอดีผมเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯได้ไม่นาน ตอนที่อยู่ กทม. ก็ได้เจอแท็กซี่ปากถุงรั่วที่นานๆทีจะเจอครั้ง ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า มีเรื่องใกล้ตัวที่น่าเขียนเยอะแยะเลย
 
ขอเล่าประวัติคร่าวๆหน่อยละกัน อ้างอิงจาก thaitaxiservices.com นะครับ
 

รถแท็กซี่คันแรกของเมืองไทย

                     


รถแท็กซี่มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย คุณเทพชู ทับทอง ได้เขียนเล่าไว้ว่า คำว่าแท็กซี่เพิ่งจะได้ยินเมื่อราว ๆ 20-30 ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ก่อนชาวพระนครเรียกรถแท็กซี่ว่า รถไมล์ เมื่อราว พศ.2467 - 2468 พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา (ผาด) เป็นผู้เริ่มกำหนดรถแท็กซี่คันแรกในเมืองไทย โดยนำเอารถยี่ห้อ ออสติน ขนาดเล็ก ออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า ข้างหลังของรถซึ่งคนขับในสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกทหารอาสาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ค่าโดยสารคิดเป็นไมล์โดยตกคิดเป็นไมล์ล่ะ 0.15 บาท ซึ่งนับว่าแพงมากหากเทียบกับค่าโดยสารในปัจจุบัน รถแท็กซี่ในยุคบุกเบิกนั้นมีอยู่เพียง 14 คัน


ในปี พศ.2469 แต่ถึงมีจำนวนน้อยก็ประสบปัญหาการขาดทุน จนต้องเลิกกิจการ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าค่าโดยสารแพง ผู้โดยสารยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับกรุงเทพมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่น ๆ เช่นรถเจ็กอยู่มาก ราคาถูก หลังจากเลิกกิจการไปกรุงเทพก็ไม่มีรถแท็กซี่อีกเลย

จนมาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พศ.2490 มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่ ซึ่งได้รับความนิยมจนถึงกับจัดตั้งเป็นบริษัทเดินรถขึ้นมา ใน 3-4 ปีต่อมา โดยคิดค่าโดยสาร กิโลเมตรล่ะ 2 บาท รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อเรโนลต์เครื่องท้ายคันเล็กๆ คุณเทพชู ทับทอง บอกว่าคนกรุงเทพในสมัยนั้นแรกแท็กซี่ว่า รถเรโนลต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของรถแท็กซี่ เพราะว่าเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากรถมีจำน้อย คนนิยมนั่ง สะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีอยู่ชุกชุมในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันจำนวนมากจนระบาดไปต่างจังหวัดจนต้องมีการควบคุม กำหนดจำนวนรถมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับรถที่นำมาเป็นแท็กซี่นั้นหลังจากรถเรโนลต์เสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานแล้ว ได้มีการนำรถออสตินแวนสองประตูสีเทาเข้ามาแทน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรถดัทสันสีบลูเบิดหรือรถเก๋งฮีโน่เครื่องท้าย ตามกำลังทรัพย์ของแต่ล่ะบริษัท จนกระทั่งเป็นรถโตโยต้า รถแลนเซอร์แชมป์ เนื่องจากรถแท็กซี่นั้นบุคคลธรรมดาอาจจะเป็นเจ้าของได้บางครั้ง จึงอาจพบเห็นรถแท็กซี่ที่ใช้รถฮอนด้า หรือเปอร์โยนำมาทำเป็นรถแท็กซี่ด้วย สำหรับแท็กซี่ในปัจจุบันนี้ในเมืองไทยเป็นรถปรับอากาศมีมิเตอร์และวิทยุสื่อสารแล้ว..

 
 
ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกครั้งแรกที่นั่งแท็กซี่เป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าได้นั่งทุกครั้งที่ไป กทม. รตอนนั้นรู้สึกว่า กทม. ช่างเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์จริงๆ แท็กซี่ต้องมีเฉพาะที่ กทม. เท่านั้น อะไรทำนองนี้  อารมณ์ตอนเด็กที่ผมชอบแท็กซี่มากกว่านั่งรถตัวเองคือชอบกลิ่นในรถ ที่พี่ๆเขาใส่อะไรกันบ้างไม่รู้ ทั้งน้ำยาปรับอากาศ กลิ่นมะลิ ปนๆกัน เป็นกลิ่นที่แท็กซี๊แท็กซี่  เหตุที่ผมชอบเพราะว่าตอนเด็กผมเป็นพวกที่ชอบเมากลิ่นในรถ พวกกลิ่นหนัง กลิ่นแอร์รถ ยิ่งเฉพาะกลิ่นหนังของ BMW ยิ่งไม่ชอบใหญ่ เพราะกลิ่นแรงมากๆ ยิ่งเข้ามาในรถที่จอดตากแดดยิ่งรับไม่ได้กันเลยทีเดียว 
 
 
 
แท็กซี่ส่วนใหญ่มักจะชอบชวนผู้โดยสารคุย ซึ่งก็แล้วแต่คน ที่ผ่านมาที่มีการก่อม็อบเหลืองแดง แท็กซี่ก็ชอบมีบทบาททางด้านการเมือง ทำเอาผู้โดยชอบและไม่ชอบกันใหญ่  ชอบก็อาจจะเพราะว่าอยู่สีเดียวกัน ไม่ชอบก็อาจจะเพราะไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน ไม่ได้ยุ่งกับการเมือง หรืออาจจะอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ในที้นี้ผมต้องการจะพูดถึงภาพรวมของแท็กซี่ไทยในปัจจุบันโดยผ่านเรื่องเล่าของผมเอง
 
                                   
 
 
1.ไม่รับผู้โดยสาร
ถ้าเป็นในอเมริกันคนขับแท็กซี่คงโดนปรับจากการฟ้องของผู้โดยสาร เพราะ Yellow cab หรือแท็กซี่อเมริกันเขาห้ามปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ถ้าทางบริษัทรู้เข้าล่ะก็ เป็นเรื่องเอาแน่ๆ ถือว่าเป็นกฎเหล็กของแท็กซี่เลยแหละครับ  ถามว่าถ้าเราไม่รับผู้โดยสาร ใครเขาจะไปเห็นเล่า ?  ก็ผู้โดยสารนี่แหละครับ คนไหนใจดีก็ว่ากันไป แต่คนไหนที่ไม่พอใจจริงๆ อาจจะโทรแจ้งบริษัทหรือหน่วยงานที่คอยรับผิดชอบแท็กซี่ที่เป็นทางการ อาจจะโดนปรับเงินจำนวนไม่น้อย หรือไม่งั้นก็อาจจะถูกเด้งจากบริษัทเลยก็ว่าได้  
แต่ที่เมืองไทยเราไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น เมืองไทยไม่มีกฎหมายสำหรับแท็กซี่ แท็กซี่เลยสามารถปฏิเสธผู้โดยสารได้ตามต้องการ ตามความพอใจ ถ้ารถติดเกิน หรือแก๊ซจะหมด หรือว่าจะไปส่งรถ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบไปเพราะรถมันติด โดยอ้างว่าแก๊ซหมด หรือว่าส่งรถ 
ตอนผมไปสยามก็ตลกดีเหมือนกันที่มีการเข้าแถวขึ้นแท็กซี่  จะมียามหรือ รปภ. ถือไมค์ แล้วมาถามเราว่าจะไปไหน พอเราบอกจุดหมาย เขาก็จะพูดใส่ไมค์ ทางด้านหน้าก็เป็นพวกแท็กซี่ขับต่อกันมายาวเลยล่ะ ผมตลกตรงที่ว่าพอผมบอกจุดหมายที่ผมจะไป ทุกคนส่ายหัวไม่เอาสักคน แต่มีหน่อนึงที่มัน[ขอพูดว่า "มัน" ละกัน เพราะเกือบพาผมตาย] ส่ายหน้ารับ  ผมเดินขึ้นรถแล้วผมก็บอกที่จะไปอีกครั้งว่า ถนนจันทร์ สะพานสอง มันเงียบๆไปสักพักก็พูดมาว่า มันอยู่แถวไหนหว้า ?  พอผมบอกอีก ก็ตอบมาอีกว่า มันอยู่ช่วงไหน ผมก็ตอบว่า แถวใต้สะพาน ตรงซอย 32 น่ะครับ มันก็ยิงคำถามเดิม ผมเลยเงียบ หนำซ้ำหมอนี่ขับรถเอาเรื่องเลย ขับเร็วไม่พอดันไปเฉี่ยวรถเขาแล้วด่าเขาอีก ผมเลยสงสัยว่ามันต้องเมาแน่ๆ จะออกจากรถก็ยังไงๆอยู่ เลยทนนั่งไป สักพักพอถึงสถานที่คุ้นตาแล้ว ผมเลยบอกทางไปเรื่อยๆ พอถึงที่ๆผมคิดว่าไอ้คนขับมันน่าจะรู้แล้ว มันดันเข้าผิดซอย พาหลงทางกันไปอีก แต่อย่างไรก็ตาม ก็พาผมส่งมาอย่างปลอดภัย พร้อมให้ทิปไป 10-20 บาท เพราะเซ็งจิตเหลือเกิน ขี้เกียจรอรับเงินทอน 
 
2.มัดปากถุงไม่แน่น
ครั้งนี้ผมนั่งแท็กซี่กับครอบครัว พอดีเพื่อนพ่อมาเยี่ยม ก็เป็นคนจีนนี่แหละ เลยว่าจะไปหาของกินแถวเยาวราช  แจ๊คพ็อตเจอแท็กซี่คนจีนเหมือนกัน ไอ้คนขับ เอ้อ เรียกว่าแปะละกัน แปะคนนี้พอดีเห็นพ่อกับเพื่อนเป็นคนจีน เลยเข้าทาง มันเหมือนเราเจอพวกเดียวกัน ประมาณว่าเจอคนอีสานเหมือนกันในคณะที่มหาลัยอะไรประมาณนั้นแหละ ตาแปะคนนี้มัดปากถุงไม่แน่นจริงๆ แทบจะรั่วเลยล่ะ พูดเรื่องการเมืองก่อนเลย ดูจากเสื้อก็รู้อย่างชัดเจน เป็นเสื่อสีเหลืองแบบโปโล และตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ แต่ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่รำคาญตรงที่ว่า สมัยนี้มันจะแยกสีกันอยู่เหรอเนี้ย ? และพูดมาก อย่างมากที่สุด คือขณะที่ผมคุยกับครอบครัวก็แทรกมาทุกเรื่อง ประมาณว่ากูรู้ทุกอย่าง เหมือนเก็บกดอะไรมาอย่างนั้น  คุยมาตลอดเส้นทางจนถึงเยาวราช พอผมกับครอบครัวออกมาจากรถ เพื่อนพ่อผมพูดประโยคเดียวเหลือจากตาแปะนั่นไปแล้วว่า "แม่ง พูดมากชิบหาย" พาเอาหัวเราะกันทั้งครอบครัว
แต่แท็กซี่ก็น่าสงสารตรงที่ว่าค่อนข้างขาดสังคม บางทีเราต้องการจะคุยด้วยก็ไม่มีใครสนใจ แถมฐานะก็ปานกลางพอกิน ขับรถทีก็เหนื่อย ผมเลยชอบทิปให้แท็กซี่บ่อยๆ ถ้าเราจ่ายเงินเป็นแบงค์เกินค่าบริการ เห็นใจแท็กซี่บางคน แต่บางคนก็ไม่ค่อยจะเห็นใจเท่าไหร่ ฐานะจะย่ำแย่แล้วยังมาเมาหยำเปพาผู้โดยสารดิ่งเหวลงไปอีก
 
3.กวนโอ๊ยจริง
มีเรื่องเล่าอีกว่าตอนที่ผมกลับจากการชมคอนเสิร์ต เลิกราว 4-5 ทุ่ม ได้ ตอนแรกว่าจะขึ้นรถ BTS แต่ขึ้นแท็กซี่น่าจะง่ายกว่า ผมบอกที่อยู่ผมกับคนขับ  ก็ไม่มีปัญหาอะไร  แต่ก็มีมาบอกว่า ตรงนี้รถติดเพราะมีอุบัติเหตุครับ จะให้ไปอีกทางไหมครับ ? ผมรู้ว่าอีกทางมันอ้อมเลยล่ะ แต่ไม่รู้นึกยังไง ผมตอบไปว่า ไปทางเดิมแหละครับ  ปรากฎว่าไม่มีร่องรอยแม้แต่อุบัติเหตุเลยจริงๆ เลยนึกขึ้นมาเลยว่า เตี๊ยมแผนมาแล้วแน่ๆ แต่พอถึงบ้านก็ไม่มีอะไร ก็ยังทิปคนขับเหมือนเดิม ในฐานที่ที่ยังอุตส่าห์ขับรถส่งเราตอนดึกๆ แทนที่จะกลับบ้านนอนสบายๆ
และอีกเรื่องนึง ครั้งนี้กวนจริงๆ คือมาถามเราว่า "ไปทางไหนครับ"      .........โอ้ว  จะรู้กับคุณไหมเนี่ย คุณเป็นแท็กซี่ก็ต้องรู้ทางสิครับ แล้วจะรับผมขึ้นมาทำไม ผมเลยตอบกวนไปว่า "ไปทางที่ใกล้ที่สุดครับ" คนขับเงียบ แต่ก็พาผมกลับบ้านอย่างไม่ถามอะไรเลย เหมือนรู้ทางมาอย่างดี  ที่ถามมาแบบนี้ คงคิดว่าเราคงไม่รู้จักทาง พอเราเลือกผิดทางก็อาจจะไกลไปอีก หรือเข้าทีพาอ้อม 
 
 
จริงๆแล้วก็ไม่เห็นเกี่ยวกับประวัติแท็กซี่เท่าไหร่เลย พอดีอยากแทรกสาระเข้าไปด้วย  
สรุปง่ายๆว่าแท็กซี่ไทยภาพรวมไม่ค่อยจะดี แต่เห็นใจคนทำงานจริงๆนะครับ ผมยังคงชอบแท็กซี่อยู่เหมือนเดิม รองจากรถไฟฟ้า แต่ผมอยากเตือนคนที่ไม่ค่อยขึ้นแท็กซี่ว่าต้องมั่นใจกับเส้นทางที่เขาพาเราไปจริงๆ ไม่งั้นเราอาจติดหลุมพราง ซึ่งก็ไม่ค่อยมีกันเท่าไหร่หรอกครับยิ่งสมัยนี้แล้วยิ่งไม่ค่อยมี แต่กันไว้ก่อน จริงๆนะครับ
 
 
                          

edit @ 19 Oct 2013 21:53:11 by Tonkla_Abilio

แปลกใจกันเล็กน้อย หลังจากที่ผมมี exteen มานั้น เริ่มแรกก็ได้เขียนเรื่องสั้นมาออกมาจำนวนสิบกว่า entry หลังจากนั้น ก็เริ่มเขียนบทความ มีรีวิวหนังอยู่หนึ่งเรื่อง แต่ครั้งนี้คงจะได้มีการรีวิวเกี่ยวกับอัลบั้มเพลงเสียแล้ว
 
ผมต้องขออภัย ณ ที่นี้ หากข้อมูลและการวิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่ดีพอ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้รีวิวเกี่ยวกับเพลง ถึงแม้ผมจะเป็นคนที่ฟังเพลง 'เป็น' (เป็น ณ ที่นี้ หมายถึงผู้ที่ฟังเพลงหลากหลาย ไม่จำกัดแนวของเพลง)
ผมก็ยังหวั่นๆเล็กน้อย เพราะอาจจะยากหน่อยเพราะหูของคนเรามันไม่เหมือนกัน และผมก็เคยแต่รีวิวหนังสือซึ่ง ส่วนตัวคิดว่ามันง่ายกว่าเสียอีกด้วยซ้ำ
 
 
The Reminder : ความทรงจำ ณ ที่นี้ มิมีวันเลือนหาย - Feist
 
[ปกหน้าของอัลบั้ม]
 
ต้องทำความเข้าใจว่าสาวแคนาเดี่ยนนาม Leslie Feist ผู้มากความสามารถนี้ เป็นนักร้องสาวสวยที่ค่อนข้างไม่เหมือนใคร อาจจะจำแนกแนวไม่ออก หรืออาจจะพอลาดเลาได้ว่าเป็นแนวอินดี้ร็อคหรืออินดี้ป็อบ  ผมได้รู้จักกับเธอคนนี้เมื่อนานมาแล้ว โดยได้ยินเสียงร้องที่ทอดเสียงจากลำคอได้อย่างทรงพลัง ในเพลง Know How ที่ได้ Feat. กับวงอคูสติคชื่อดังอย่าง King of Convenience เพียงแค่เสียงของเธอก็ทำให้ผมได้พยายามค้นหาเจ้าของเสียงที่มีเสน่ห์เสียงนี้  เธอก็คือ Feist นั่นเอง
 
 
อัลบั้ม The Reminder เป็นอัลบั้มเพลง อัลบั้มที่สามของ Feist โดยอัลบั้มแรก Monarch (1999) ก็ได้ผลตอบรับมาอย่างดี แต่ยังไม่มากเท่ากับอัลบั้มที่สองอย่าง Let it die (2004) ที่ทางนิตยสาร Rolling Stone ได้ให้ดาวไปเลย 4 ดาว ! รวมทั้งคะแนนอีกสี่ดาวครึ่งจาก Allmusic 
 
ส่วนอัลบั้ม The Reminder นั้น ได้รีลีซหรือได้ปลดปล่อยทักษะทางดนตรีผ่านแผ่นซีดีในวันที่ 23 เมษายน ปี 2007 (23 เมษายน 2007 ในแคนาดา สหรัฐในวันที่ 1 พฤษภาคม 2007) ไม่นานนักก็อยู่ในอันดับที่ 16 ของ U.S. Billboard 200 (คือบอร์ดยอดที่ทำรายได้มากที่สุดทั้ง 200 อันดับ 200 อัลบั้ม) และยังได้ทำแผ่นออกมาขายอีกถึง 31,000 แผ่นในสัปดาห์แรก ถึงแม้จะอยู่อันดับ 16 ใน U.S.A แต่ในแคนาดานั้น ได้อยู่ในอันดับ 2 กันเลยทีเดียว (18,000 แผ่น) แต่ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2011 อัลบั้มได้ถูกขายออกไปถึง 729,000 แผ่นในสหรัฐฯ  ยังไม่พอ !  The Reminder ยังเป็นอัลบั้มที่เป็น the best selling ใน iTune Store กันอีกด้วย 
 

การออกทัวร์คอนเสิร์ต Let it die ที่ได้รับผลตอบรับอย่างมาก ที่ออกทัวร์ต่อเนื่องกันถึง 33 เดือนใน 3 ทวีป โดยระหว่างที่ทัวร์คอนเสิร์ต เธอได้คิดคอนเซปต์และแต่งเพลงในอัลบั้ม The Reminder

               

                                                            La Frette Studio

เมื่อการทัวร์คอนเสิร์ตของเธอเสร็จสิ้น เธอก็แวะมาพักผ่อนที่ La Frette คฤหาสน์ 200 ปี ที่ปารีส ในฝรั่งเศส Feist ยังได้ร่วมรวมเพื่อนร่วมวงอย่าง Julian Brown, Bryden Baird และ Jesse Baird รวมทั้งยังได้เชื้อเชิญ Gonzales, Mocky และ Jamie Lidell ให้มาช่วยเป็น Sound Engineering พวกเขาได้เปลี่ยนห้องกินข้าวและห้องนั่งเล่นด้วยเสียงเพลงจากเปียโนและกีตาร์ พร้อมกับกลองชุด ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับดนตรีได้วางเกลื่อนบนพื้นห้องนั่งเล่น  คงไม่เชื่อกันเลยทีเดียวว่าเธอจะใช้คฤหาสน์แห่งนี้แหละเป็นสตูดิโอ ซึ่งก็มีเพลง 'The Park' ที่ได้อัดเสียงท่ามกลางเสียงนกและเสียงลมอันหนาวเย็น โดยพากันตั้งเครื่องอุปกรณ์ที่ต้องใช้ทั้งหมดไว้บนระเบียงชั้นบนของคฤหาสน์ เมื่อลองฟัง The Park ก็จะรู้ได้ว่าเพลงนี้คงไม่ได้อัดในสตูดิโอสุดแพง 

                           

 ข้างในคฤหาสน์เต็มไปด้วยเครื่องดนตรี

                       

Feist ขณะอัดเสียงทำเพลงในคฤหาสน์ La Frette                 

 
อัลบั้ม The Reminder ประกอบด้วยแทร็คเพลงทั้งหมด 13 แทร็ค ดังนี้
 
  1. "So Sorry" (Feist, Dominic "Mocky" Salole) – 3:12
  2. "I Feel It All" – 3:39
  3. "My Moon My Man" (Feist, Jason "Gonzales" Charles Beck) – 3:48
  4. "The Park" – 4:34
  5. "The Water" (Feist, Brendan Canning) – 4:46
  6. "Sealion" (Feist, George Bass, Nina Simone) – 3:39
  7. "Past in Present" – 2:54
  8. "The Limit to Your Love" (Feist, Jason "Gonzales" Charles Beck) – 4:21
  9. "1234" (Sally Seltmann, Feist) – 3:03
  10. "Brandy Alexander" (Feist, Ron Sexsmith) – 3:36
  11. "Intuition" – 4:36
  12. "Honey Honey" – 3:27
  13. "How My Heart Behaves" – 4:26
 
(กีตาร์แสนอันจะเป็นเอกลักษณ์ Guild Starfire สีเชอร์รี่ เข้ากับจริงๆกับแอมป์รุ่นเก๋าอย่าง Vox)

บางทีเพลงพวกนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าหูใครเป็นส่วนใหญ่ เพราะ Feist ไม่ใช่นักร้องดังในสหรัฐอย่าง บริทนี่ สเปียร์, เลดี้ กาก้า, คริสติน่า เพอร์ริ หรือ เคที่ เพอร์รี่  แต่ Feist นั้น เรียกได้ว่าเป็นนักร้องที่มีกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วตัดสินได้ว่าความลึกซึ้งและความไพเราะของเพลงของนักร้องกลุ่มผู้ฟังเฉพาะกลุ่มย่อมดีกว่านักร้องชื่อดังไปหลายขุม ในด้านความสามารถในความคงความเอกลักษณ์ ความสามารถในการประพันธ์เพลง ความสามารถในการเล่นดนตรี ซึ่งปัจจุบันคงหาได้ยาก เนื่องจากมีคนที่อยู่เบื้องหลังมากมาย อาจเปรียบได้เหมือนภาพยนต์ที่เข้าชิงรางวัลคานส์ หรือภาพยนต์ในเทศกาล Sundance อย่างไรอย่างนั้น ต่างจากหนัง Hollywood ส่วนใหญ่ที่มักจะมีสูตรสำเร็จในการดำเนินเรื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการจากผู้ชม น้อยนักที่หนัง Hollywood จะมีดีๆสักเรื่อง แต่กลับทำเงินได้ไม่มาก แต่ไม่ถึงกับต่ำกว่าทุนที่ทุ่มไป  
 
The Reminder นั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มเพลงที่แทนความเป็นตัวตนของ Feist ทั้งเนื้อหาของเพลง ท่วงทำนอง และการทอดเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้าจะคุ้นๆหูกันบ้างหน่อยน่าจะเป็นเพลง "1 2 3 4" เพลงที่ติดชาร์ทอันดับที่ 40 Billboard Hot 100 อันดับ 10 U.S. Pop 100 อันดับ 8 U.S. Hot เป็นเพลงที่ Feist และ Sally Seltmann (นักร้องชาวออสเตรเลีย วง New Buffalo) ได้ร่วมงานกันทำเพลงนี้.  1 2 3 4 เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองง่ายๆ ถ้าเป็นมือกีตาร์คงเล่นได้ไม่ยากนัก  จริงๆแล้วเพลงนี้เป็นเพลงที่ Sally ได้แต่งเอาไว้หลังจากที่ได้สนใจในเพลงที่ Feist ได้แต่งและร้องขึ้น Sally ได้ให้คำสัมภาษณ์ว่า
 
"ฉันได้ฟังอัลบั้ม Let it die ของ Feist  มันทำให้ฉันคิดถึงเพลงเล็กๆของฉันที่เกี่ยวกับการสูญเสียความรักที่หวังว่าจะได้กลับคืนสู่สภาพเดิมที่คุณเคยมีมาก่อน มันฟังดูถ้าจะใช้เพลงของ Feist ใน New Buffolo ดังนั้นจึงเก็บเป็นความคิดเอาไว้ก่อน ในช่วงปลายปี 2005 ฉันได้ทัวร์คอนเสิร์ตข้ามแคนาดาพร้อมกับสนับสนุน Feist และวง Broken Social Scene หลังจากที่พบกับ Feist ฉันเริ่มสงสัยว่าเธอจะยอม cover เพลง 1 2 3 4 ไหม ?  แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะไปบอกเธอ พอถึงโชว์สุดท้ายของวง Broken Social Scene ฉันได้รวบรวมความกล้าเพื่อที่จะบอกเธอว่า ฉันได้เขียนเพลงๆหนึ่ง เพลงที่ฉันคิดว่าเธออาจจะชอบ เราเข้าไปในรถบัสที่ทัวร์คอนเสิร์ต และฉันก็ได้อัดเสียงในเวอร์ชั่นง่ายๆในแล็บท็อปของเธอด้วยกีตาร์และเสียงร้อง สุดท้ายก็สร้างประหลาดใจให้แก่ฉันตรงที่ว่าเธอรักมัน"
 
 
Sally Seltman
 

"oh, teenage hopes
arrive at your door
left you with nothing" - 1 2 3 4
 
 
หลังจากได้รับการตอบรับจากการออกอัลบั้ม The Reminder Fesit ก็เลยได้ออกคอนเสิร์ต The Reminder เป็นครั้งแรก โดยมีคอนเซปในการเพิ่มสีสันให้แก่เวทีคอนเสิร์ตในลักษณะเดียวกับหน้าปก-หลังอัลบั้ม และใช้อุปกรณ์ในการเพิ่มสีสันบนจอโปรเจ็คเตอร์หลังเวที เช่น ทรายสี  เพชร  กระดาษตัด รวมทั้งศิลปะในการวาดภาพบนทราย (ได้ฉายบนจอโปรเจ็ตเตอร์ หลังเวที) Feist ได้พยายามหารือในการทำปกอัลบั้ม และดีไซน์ในการออกแบบรูปแบบของแพ็ตเกจให้ดูเข้ากับเนื้อหาของเพลงที่ได้แต่งขึ้น 
 
Feist-The_Reminder-Trasera.jpg (1181×929)
ปกหลัง
 
 ตอนแรกระหว่างการเดินทางทัวร์ Let it die Feist ก็ได้คิดคอนเซปอัลบั้มนี้เป็นเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตและการสูญเสียความรักไป แม้จะสูญเสียไปก็ตามก็ยังคงความผูกผัน ยังเป็นความทรงจำเล็กๆ ความรักยังเป็นสิ่งที่ไว้เตือนความจำในบางครา เช่นนี้เอง ก็ทำให้ Sally ประทับใจในเพลง เพราะ Feist ก็ได้นำแนวเดิมจากอัลบั้มเก่าของเธอ Let it die (2004) 
 
TRACK's LYRICS
 
1.So Sorry
 
"I'm sorry
Two words I always think
After you've gone
When I realize I was acting all wrong" - So Sorry
 
เป็นเพลงค่อนข้างสบายๆ เสียงกีตาร์เป็นจังหวะ ถึงแม้เนื้อหาจะเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างสลดกับสิ่งที่ทำไปแต่ทำนองของเพลงก็ไม่ได้ทำเอาถึงกับเศร้า สิ่งที่สำคัญเมื่อขึ้นชื่อว่า The Reminder คงจะหนีไม่พ้นกับการสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำไปในอดีต คอยนั่งโทษตัวเองทุกๆวัน หวาดกลัวอารมณ์ การเป็นทาสของแรงกระตุ้นภายในจิต และพยายาม แลต้องการที่จะเอาทุกสิ่งนี้ออกไปอย่างไม่ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป
 
"We don't need to say goodbye
We don't need to fight and cry
Oh we, we could hold each other tight tonight" - So Sorry

 
 
 
2.I Feel It All
 
"I feel it all I feel it all
I feel it all I feel it all
The wings are wide the wings are wide
Wild card inside wild card inside" - I Feel It All
 
ฟังดูตอนแรกๆเหมือนเป็นเพลงสนุกนะ เหมือนเป็นอิสระ แต่จริงๆแล้ว Feist ต้องการจะให้สื่อถึงความสมดุลของชีวิต  การที่ไม่ต้องฝ่าฝืนตนเองกับธรรมชาติ ปล่อยให้เป็นไป ความแข่งแกร่ง ความอ่อนแอ ความรัก ความสัมพันธ์ ฯลฯ เพลงนี้ทำเอาสนุกโลดเต้นไม่แพ้กับตัว Feist เองใน Music Video ที่กระโดดโลดเต้นไปกับพลุยามค่ำคืน  เพลงนี้เสียงกีตาร์ไฟฟ้าจะเด่นชัดมาก มีแค่กลองเป็นตัวทำจังหวะให้เพลงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย แต่ถ้ามาฟังดูดีๆว่าจะมีเสียงของเครื่องดนตรีเคาะด้วย 
 
Feist กับผู้กำกับ Patrick Daughters ที่ทำ Music Video 'I Feel It All' ผู้กำกับคนนี้ได้ทำ Music Video ของ Feist เกือบทุกเพลง
 

 
3.My Moon My Man 
 
"My moon, my man
So changeable and
Such a loveable lamb to me"
 
เพลงๆนี้น่าจะกล่าวเกี่ยวกับตัว Feist เอง ไม่แน่ใจเพราะเพลงนี้มองได้หลายมุมมาก แต่ที่มั่นใจก็คือเธอได้พยายามกล่าวถึงเธอที่เป็นดวงจันทร์ หรือดวงจันทร์เป็นผู้ชายที่รักไว้วางใจแล้วได้อาศัยหรือคอยจับจ้องดวงจันทร์หรือผู้ชายของเธออยู่ตรงนั้นตลอดเวลา มีความสนใจ ความห่วงใย เกี่ยวกับแง่อารมณ์ (ที่แน่ๆไม่ได้เกี่ยวกับการผิดหวัง) สงสัยเพลงของ Feist จะมีจังหวะไม่ซ้ำกันเลย เพราะเพลงนี้จังหวะก็ทำเราติดหูไปอีกแน่ๆ จังหวะของเสียงเปียโน เล่นไป 2-3 โน้ตกลับไปกลับมา

4.The Park
 
เพลงนี้เคยกล่าวไปว่าได้อัดเสียงอยู่นอกคฤหาสน์บนระเบียง ท่ามกลางเสียงป่าไม้และนก และที่สำคัญ อากาศหนาวมากด้วย ! ได้ยกเครื่องดนตรีออกมาเล่นข้างนอกกันเลยทีเดียว แต่สบายมากเพราะเพลงนี้มีเสียงของเครื่องดนตรีแค่กีตาร์และเครื่องเป่าทองเหลือง (น่าจะเป็นยูโฟเนียม)
เพลงนี้น่าจะเหมือนสวนที่คู่รักเคยเจอกัน หลังแยกจากกันก็เริ่มจินตนาการแตกไปว่าคู่รักของเธอคนนี้กลับมาหา เพลงนี้ผู้ร้องหรือ Feist น่าจะเป็นคนเล่า เพราะใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่สอง พยายามบอกกับเธอหรือเขาว่า เขาไม่มีทางกลับมาหา เป็นอดีต เขาจะพยายามมาตามหาเธองั้นหรือ ?
 
Feist กำลังอัดเพลง 'The Park' ที่คฤหาสน์ La Frette 
 
5.The Water 
 
"The water, the water
Didn't realize
It's dangerous size
The mountain, the mountain
Came to recognize
It's a steep and rocky sides
More than realized" - The Water
 
 เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเพลงที่เกี่ยวกับการทำความผิดมหันต์ เพลงนี้น่าจะเกี่ยวกับความผิดที่ทั้งคนรักสองคนนำความรัก ความสัมพันธ์ที่เป็นอดีต ยกเรื่องขึ้นมาเป็นเรื่องใหม่ คล้ายๆกับการฟื้นฟูเรื่องเก่าๆ ยกตัวอย่างเช่นในบทแรก Feist ร้องไปว่า "The telegraph cables hung" ความหมายว่าคนคนนี้ยังคงติดต่อกับเธอโดยไม่ต้องการที่จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนสิ้นสุดลง  "The few can decipher who the message is from" มีความหมายประมาณว่าเธอไม่ต้องการจะรู้ใครคือคนที่ตอบกลับมาหรือคนที่พยายามติดต่อมาหา เพราะเขาทำตัวแตกต่างไปจากตอนที่อยู่ในช่วงที่รักกันอยู่  ผมว่าเพลงนี้มันมีความหมายว่า มีความไพเราะของเสียเปียโนควบคู่ไปกับเสียงร้องที่ Feist ได้ร้องออกมาเหมือนออกมาจากจิตใจจริงๆ  โดยมีคนร่วมแต่งเพลงนี้ด้วยกันสองคน Brendan Canning และ Feist และตัว Feist เองก็ได้ปรากฏในหนังสั้นที่วง Broken Social Scene กำกับ โดยรับบทบาทเป็นแม่ แสดงคู่กับ Cillian Murphy (Batman Begins, In Time)
 
6.Sea Lion Woman 
 
"Sea lion woman
She drink coffee
Sea lion woman
She drink tea
And a rooster crows" - Sea Lion Woman
 
เพลงนี้เป็นเพลงเก่าดั้งเดิมของ American แต่ที่โด่งดังที่สุดคือเวอร์ชั่นของ Nina Simone นักร้องเพลงแจ๊สผิวสีชาวอเมริกัน และถูกรีมิกซ์เป็นเวอร์ชั่นของ Bob Sinclar โดยเนื้อหาจะสื่อถึงการทำ ความขยัน การหาเรื่องชีพของโสเภณี ดูได้จากเนื้อเพลง "เธอดื่มกาแฟ เธอดื่มชา แล้วไก่ก็ขัน" และ "Sea lion woman Dressed in red Smile at the man When you wake up in his bed" - (ใส่ชุดสีแดง ยิ้มให้ผู้ชาย เมื่อเธอตื่นบนเตียงนอนของเขา)  แต่การนี้ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็น Sea Lion ?
 
7.Past In Present
 
 
 
เพลงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่มีแต่ความหดหู่ เนื่องจากเป็นอดีตที่สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถลืมได้ในในชีวิตหรือในวันๆหนึ่ง หรือเหตุการณ์เดิมๆในอดีตที่ทำให้เธอเป็นแบบนั้น แต่เธอไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวของเธอเอง แต่พอฟังไปบางทีเพลงนี้ก็สื่อเหมือน I Feel It All เนอะว่าไหม ?
 
"So much present inside my present
Inside my present so... so much past
Inside my present inside my present
Inside my present
So, so" - Past In Present
 
8.The Limit To Your Love 
 
เป็นเพลงที่ Feist cover จากเวอร์ชั่นเดิมของ James Blake โดยส่วนตัวเข้าใจว่ามันเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการทำผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเป็นการ showing that he's doing something wrong
เพลงๆนี้ คนแต่งได้พยายามที่จะทำลายสถานการณ์งมเข็มในมหาสมุทรเพื่อหาสิ่งที่หายไป และตัวเขาสามารถหาชื้นที่หายไปได้โดยการหามันบนเส้นทาง ส่วนหนึ่งเส้นทางนั้นคือการเขียนเพลงและเพื่อให้รู้ว่าเขาหรือเธอนั้นทำผิดอะไรลงไป อาจเข้าใจยากหน่อย เพลงมันค่อนข้างลึกซึ้ง ฮ่าๆ เครดิตคนเล่นเปียโนเพลงนี้โดย Jason Charles 'Gonzales' Beck
 
"I love, I love, I love
This dream of going upstream
I love, I love, I love
The trouble that you give me
I know, I know, I know
That only I can save me
I'll go, I'll go, I'll go
Right down the road" - The Limit To Your Love
 
9.1 2 3 4
 
'1 2 3 4'  Music Video by Patrick Daughters
 
เพลงนี้เป็นเพลงที่ถ้าคุณจะรู้จัก Feist เพลงๆนี้ก็อาจจะเป็นเพลงที่คุ้นหูคุณบ้าง และอาจนำคุณมาฟังเพลงของเธอก็เป็นได้ เพลงนี้แต่งโดย Sally Seltman ดังที่กล่าวมาไว้ข้างต้นว่าเพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้ติดชาร์ทบน Bill Board ทั้งใน U.S. และแคนาดา  แต่ผมลืมไปเลยว่าเพลง 1 2 3 4 ได้เป็นเพลงประกอบโฆษณา iPod Nano อีกด้วย อีกทั้งใน The Sesame Street เจ้าตุ๊กตาที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา เพลงนี้น่าจะกล่าวถึงความรักของวัยหนุ่มสาว คงกล่าวได้แค่นี้ เพราะดูจากเนื้อเพลงน่าจะบ่งบอกได้ดีเลยทีเดียว
 
Feist on The Sesame Street !
 
อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ว่า iPod Nano รุ่นนี้เล่นวิดิโอได้ แต่เพลง 1 2 3 4 คงชักจูงลูกค้าไม่น้อยเลยทีเดียว
 
10.Brandy Alexander
 
เพลงนี้เป็นเพลงที่ได้แต่งจากความสนุกสนานในงานเลี้ยงหรือในบาร์นี่แหละ ระหว่างที่ Ron Sexsmith กับ Feist ได้คุยกัน และได้สั่งค็อกเทล Brandy Alexander มาดื่มกัน พอเมาได้ที่ ก็ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมาสนุกๆ แล้วตั้งชื่อเพลงว่า Brandy Alexander เนื้อหาเพลงง่ายๆเลย ....เกี่ยวกับเจ้าค็อกเทลตัวนี้ทั้งหมด
 
"He's my Brandy Alexander
Always gets me into trouble
But that's another matter
Brandy Alexander
He's my Brandy Alexander
Always gets me into trouble
But that's another matter
Brandy Alexander"
 
เครื่องดื่ม Brandy Alexander
 
11.Intuition
 
เพลงนี้ค่อนข้างเข้าใจยาก โดยรวมๆแล้วเพลงนี้เกี่ยวข้องสัญชาตญาณตามชื่อของเพลง  อาจเป็นสัญชาตญาณความรัก แรงจูงใจโน้มน้าวใจ กิเลส แลความต้องการ ซึ่งความหมายของเพลงมันลึกซึ้งเกินที่ผมจะสามารถอธิบายได้ มันยากๆจริงๆ
 
"A love is not complete
With only heat"- Intuition
 
12.Honey Honey
 
ตอนที่ผมดูเบื้องหลังของเวทีคอนเสิร์ต The Reminder และ Music Video ได้เล่าเอาไว้ถึงผู้ชายที่ล่องเรือออกไปบนท้องมหาสมุทร ซึ่งมีอันตราย แลอุปสรรคคอยขวางกั้นการกลับมาของเขา เขาจะสามารถฝ่ามาได้หรือไม่ ? ที่ว่าเป็น Honey ก็เพราะว่าน้ำผึ้งย่อมเป็นเหยื่อหรืออาหารอันโอชะของผึ้ง ถ้าจะเปรียบผึ้งก็เหมือนสิ่งที่โน้มน้ามใจให้หันเหความสนใจตนเองออกจากคนที่รัก  บนคอนเสิร์ตเพลงนี้ได้เพิ่มสีสันได้งดงามมาก โดยการใช้ดินเหนียววาดภาพในจินตนาการฉายบนจอโปรเจ็คเตอร์หลังเวที บวกกับเสียงกีตาร์สีเชอร์รี่เสียงบาดใจของ Feist 
 
Music Video 'Honey Honey'
 
13.How My Heart Behaves
 
"The cold heart will burst
If mistrusted first
And a calm heart will break
When given a shake" - How My Heart Behaves

 
ชื่อเพลงมันหมายความว่า หัวใจของฉันทำงานยังไง ? ถ้าฟังดีๆแล้วมันจะเศร้าสลด เพลงทุกเกือบเพลงของ Feist มักมีเรื่องให้ขบคิดเกี่ยวกับความรัก  
'First so simple was the vow. Then the chorus sang about' -- เป็นเรื่องง่ายที่จะสาบานสบถสัญญาตอนความรักกำลังพองโต
'The mooring for me' ในที่นี้ ไม่ใช่ท่าจอดเรือเพราะมันเปรียบเปรยคล้องกับ 'Your Shoulder' กล่าวได้ว่าท่าเรือก็เหมือนไหล่ที่สามารถพักพิงใจได้ เหมือนเรือพักพิงบนท่า 
'Like water lost in the sea' เหมือนน้ำที่หลงอยู่ในมหาสมุทร  เหมือนความรักที่หลงเลือนหายไปที่ไหนสักแห่ง
เพลงนี้เป็นเพลงอีกเพลงหนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ถ้าอธิบายคงต้องยาวมากๆพร้อมกับใช้ภาษาในการอธิบายไม่ได้แน่ๆ เพราะฉะนั้นต้องลองฟังดู พยายามเข้าใจในแต่ละคำ เชื่อว่ามันคล้ายกับอุปมาอุปมัยในการกล่าวหรือร้อง นับว่าเป็นเพลงที่งดงามจริงๆ

 
 
"เป็นผู้หญิงคนแรกที่เห็นแล้วอยากกระโดดโผเข้าไปกอดจริงๆเลย แต่คงโดนฟาดและตีด้วยกีตาร์ Guild แน่ๆ" - ต้นกล้า
 

 

'Tonkla' -ต้นกล้า
Abilio Petsopon de Perla
4th AUGUST 2013 

 



edit @ 5 Aug 2013 18:33:15 by Tonkla_Abilio